เรามาพูดกันเรื่องเศรษฐศาสตร์กับ Crypto ดีกว่าครับ หลังจากปี 2017 ซึ่งเป็นปีแห่งการบูมของ Cryptocurrencies ผ่านพ้นไป ก็เป็นช่วงเวลาที่ถนนทุกสายบนโลกพุ่งเข้าสู่ Crypto อ้างอิงจากเว็บไซต์ Investing.com จากสถิติในวันที่ 16 มีนา 2018 มี Crypto อยู่ 1658 สกุล

ปัจจุบันวันที่ 17 กรกฏาคม 2018 มี Crypto อยู่  1906 สกุล หรือเพิ่มขึ้นมา 248 สกุล

พูดง่ายๆ ตั้งแต่เดือนมีนา ถึงกรกฏา 4 เดือนผ่านมา มีสกุลเงิน Crypto เพิ่มขึ้นตกเฉลี่ยวันละ 2 สกุล..!! ในปี 2017 มีสกุลเงิน Crypto เพิ่มขึ้นวันละ 1 สกุลก็ว่าโหดแล้ว มาปี 2018 ตัวเลขนี้กระโดดมาเป็นวันละ 2 สกุล 

หลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานบ่งบอกชัดเจนว่า อะไรที่มากเกินไป มักจะไร้ค่า..

คำถามคือ สกุลเงิน Crypto นั้นไร้ค่าจริงหรือเปล่า ทำไมกระแส Crypto มันช่างแตกต่างจากทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ที่บอกจังเลยล่ะ ตอนนี้ Crypto ยังเป็นกระแสร้อน (แม้ราคาเหรียญจะเย็นลงจากปลายปีที่แล้วพอควร แต่อัตราการเกิดใหม่ยังคงไม่มีแนวโน้มจะชะลอตัว)

ก่อนที่เราจะหาคำตอบนี้ เราควรจะมาสร้างคำจำกัดความกันเสียใหม่ครับ

คนส่วนใหญ่ในโลก เรียกพวกเหรียญที่เกิดมาจาก Blockchain เหล่านี้ ว่า Cryptocurrencies ด้วยเหตุผลหลักคือ Crypto ตัวแม่อย่าง Bitcoin นั้นวางบทบาทตัวเองเป็นสกุลเงินที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เหมือนเงิน fiat อย่างดอลล่าร์, บาท, เยน

ตัว Bitcoin เอง ไม่มี productivity ไม่สามารถเอาไปสร้างเป็นผลผลิตใดๆ ได้ ไม่เหมือนน้ำมัน ที่ยังเอาไปผลิตไฟฟ้า ไม่เหมือนทองคำที่เอาไปทำเครื่องประดับ

Bitcoin นั้นเกิดมาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวเลย คือ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความมั่งคั่ง หรือ Medium of Exchange

Crypto ตัวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจาก Bitcoin จึงถูกเหมารวมว่าเป็นสกุลเงินไปซะหมด และถูกเรียกรวมๆ ว่า Cryptocurrencies

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว Crypto ตัวอื่นๆ นั้นมีบทบาทที่แตกต่างจาก Bitcoin มากมาย

Ethereum, Neo, EOS ป็นแพลตฟอร์มสำหรับสร้างระบบตัดคนกลาง

Stellar Lumens เป็นแพลตฟอร์มสำหรับสร้างระบบ Distributed Exchange

OmiseGo เป็น Distributed eWallet

นอกจากนี้ยังมี Crypto อีกจำนวนมากที่ใช้ทำ ระบบโอนเงินข้ามประเทศ, บ่อนการพนัน, ไปถึงขั้น Utility token ที่เอาไปใช้เป็นค่าเข้าใช้งาน Co-working Space, ค่าใช้แอพพลิเคชั่น, ซื้อประกัน, ฯลฯ

     พูดง่ายๆ ว่าตอนนี้ Crypto ไปไกลกว่าเป็น Medium of Exchange แล้วครับ Crypto เหล่านี้ถูกเอาไปใช้เป็นแร่ธาตุวัตถุดิบ (Mineral) ที่จะใช้ขับเคลื่อนเทคโนโลยีแห่งอนาคตจำนวนมาก เทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนโลกเข้าสู่ยุคใหม่ ที่จะไม่มีคนกลางอีกต่อไป

ทำไมผมถึงเรียก Crypto เหล่านี้ ว่าแร่ธาตุ..? ผมยกตัวอย่างธุรกิจในรูปแบบดั้งเดิม

Urenium เป็นแร่ธาตุที่เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตไฟฟ้า ของธุรกิจไฟฟ้านิวเคลียร์

Lithium เป็นแร่ธาตุที่เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตแบตเตอรี่ ของธุรกิจพลังงานทดแทน

Iron เป็นแร่ธาตุที่เป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างตึก ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

แร่ธาตุเหล่านี้ ถูกใช้เพื่อสร้างผลผลิต (productivity) ให้กับเศรษฐกิจโลกยุคเก่า

เช่นเดียวกัน กับ Crypto ที่ผมพูดถึง ก็ถูกใช้เพื่อสร้างผลผลิต ให้กับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ที่ไร้คนกลาง

ผมจึงเรียกมักพูดว่า ถ้า Bitcoin คือทองคำ Crypto อื่นๆ ก็เปรียบเสมือแร่ธาตุที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล มันไม่ควรถูกเรียกว่าสกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrencies) แต่ควรถูกเรียกว่าสินทรัพย์ดิจิตอล (Cryptoassets) มากกว่า

ถามว่า แค่ชื่อเรียกสำคัญตรงไหน..? สำคัญมากนะครับ

เพราะบทบาทของสกุลเงินกับสินทรัพย์แตกต่างกันอย่างมากมาย

สกุลเงินถูกใช้ในการแลกเปลี่ยน ตัวมันเองไม่สามารถสร้างผลผลิตใดๆ ได้ ดังนั้นการที่มีสกุลเงินเกิดขึ้นบนโลกวันละ 2 สกุลนั้นเป็นอะไรที่บ้าคลั่ง ผิดหลักเศรษศาสตร์ และสุดท้ายสกุลเงินเหล่านี้จะเฟ้อ และล่มสลายลงในที่สุดตามหลัก demand/supply

แต่ถ้าเราบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันละ 2 สกุลนั้น ไม่ใช่เงิน แต่เป็นสินทรัพย์หรือแร่ธาตุที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล คุณจะเห็นเลยว่าภาพของ Cryptoassets จะแตกต่างกันไป

ตรงที่ Cryptoasset นั้นสร้างผลผลิต (productivity) ให้กับระบบเศรษฐกิจโลก..!!

และสินทรัพย์ใดที่มีประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้มาก ย่อมเป็นที่ต้องการและราคาสูงขึ้น (ลองดูราคา Lithium ว่าสูงขึ้นแค่ไหน หลังโลกของเราเข้าสู่ยุคพลังงานทดแทน) ในขณะที่สินทรัพย์ใดที่ไม่มีประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ย่อมเกิดอาการ supply ล้น และราคาตกต่ำ (ลองดูราคา Urenium ว่าตกต่ำลงแค่ไหน หลังจากโลกเราเริ่มหันหลังให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์)

     ถ้าในมุมมองของผมแล้ว Cryptoassets เกิดใหม่เหล่านี้ ส่วนหนึ่งจะกลายเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอลแบบไร้คนกลางในอนาคต ซึ่งถามว่าเศรษฐกิจดิจิตอลเหล่านี้จะเติบโตขนาดไหน นั่นก็เป็นขนาดที่ Cryptoasset เหล่านี้จะเติบโตขนาดนั้น

ส่วนตัวผมเชื่อว่าเศรษฐกิจแบบไร้คนกลางจะกลายมาเป็นระบบเศรษฐกิจของโลกยุคใหม่ในทศวรรษข้างหน้านี้ จึงเป็นเหตุผลที่ผมเชื่อมั่นว่า บรรดา Cryptoassets เหล่านี้ จะมี Cryptoassets บางตัว ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของโลกอนาคต (เหมือน Lithium ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของโลกปัจจุบัน) และมูลค่ามันจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจไร้คนกลางที่จะเติบโตมาทดแทนเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม และมูลค่าของสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้นั้น ก็ควรจะมีค่าสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นของแร่ธาตุดิจิตอลในระดับวันละ 2 สกุลนั้นถือเป็นอะไรที่มากเกินความเหมาะสม นั่นแปลว่าแร่ธาตุดิจิตอลเหล่านี้ จำนวนมากจะต้องล้มหายตายจากไปในอนาคต แบบเดียวกับที่เกิดกับ Urenium ในโลกปัจจุบัน

หากคุณเป็นนักลงทุน VI ในโลก Crypto สิ่งที่คุณควรทำในการเลือกลงทุนกับ Crypto ก็เหมือนกับนักลงทุนหุ้นทำกับบริษัทจดทะเบียน

นั่นก็คือ ศึกษาปัจจัยพื้นฐานของ Cryptoassets เหล่านี้ (จาก Whitepaper) และประเมินมูลค่าของมันเทียบกับราคา โดยการมองอนาคตให้ออกว่าธุรกิจที่ Cryptoasset นั้นๆ จะเข้ามา disrupt นั้นมีอนาคตสดใสแค่ไหน อย่าไปเลือกลงทุนหุ้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในช่วงที่มันกำลัง sunset และหาหุ้นโรงงานผลิตแบตเตอรี่ให้เจอ…

ขอให้มีสติในการลงทุนครับ

Many Thank with Guest Writer: Mr.Niran Pravithana, CEO, AVA Advisor and Co-founded Fintech Startup

FollowUs #Like #Share

๐ ช่องทางพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารชาว CRYPTONIST ๐

˙CRYPTONISTPAGE
˙CRYPTONISTCLUB
˙CRYPTONISTTELEGRAM
˙CRYPTONISTTWITTER
˙CRYPTONISTCHANNEL

#˙CRYPTONIST #Empowering Blockchain Community

My Newsletter

Sign Up For Updates & Newsletters