สงครามค่าเงินมาอีกแล้ว
ถ้าใครจำประวัติศาสตร์ได้ เมื่อช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ธนาคารแห่งประเทศไทยต่อสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องค่าเงินบาทจากการโดนโจมตี ใช้เงินไปประมาณ $30,000 ล้าน เพื่อตรึงค่าเงิน THB อยู่กับ USD ปรากฏว่าเงินหมดคลัง สุดท้ายจำต้องลอยตัวค่าเงินบาท ก่อให้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง เป็นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ที่รุนแรง และเกิดลูกโซ่ไปทั่วโลก
วันนี้ผมอ่านข่าวเจอใน Bloomberg ว่า HKMA (Hong Kong Monetary Authority คือธนาคารกลางฮ่องกงน่ะแหละ) ทุกวันนี้ใช้เงิน $2,400 ล้าน หรือประมาณ 75,000 ล้านบาท “ต่อสัปดาห์” ในการปกป้องค่าเงินดอลล่าร์ฮ่องกง..!!
พอช่วงหลังผมต้องมาฮ่องกงบ่อย รู้สึกว่าทำไมเงินฮ่องกงมันถูกลงๆ เรื่อยๆ (มีบางครั้งหลุดต่ำกว่า 4 HKD/THB อีก) ลองดูกราฟ USD/HKD นะครับ ปี 2017 ที่ผ่านมาคุณเห็นเงิน USD อ่อนๆ มาทั้งปีนั่นแหละ ปรากฏว่า HKD อ่อนกว่า USD ซะอีก..!?! และที่อ่อนในช่วงปี 2018 นี้ อ่อนตัวหลุดกรอบใหญ่ในรอบ 35 ปีเลยด้วย
ถ้าใครสังเกตกราฟค่าเงินของประเทศที่มีการตรึง (pegging) ค่าเงินกับเงินสกุลใดสกุลหนึ่ง คุณจะเห็นกราฟเป็นทรง sideway ตลอดระยะเวลาหลายๆ ปี เนื่องจากธนาคารกลางประเทศนั้นๆ จะทำการซื้อขายเงิน เพื่อปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่เมื่อเทียบกับสกุลเงินที่เค้าพยายามจะ pegging เอาไว้ ในกรณีนี้ก็คือ HKD พยายาม pegging กับ USD
Robert Mundell นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยพูดประเด็นนี้เอาไว้ในกฏที่เค้าเรียกว่า Impossible Trinity เป็นกฏที่บอกว่า มีสามสิ่งที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ นั่นคือ
1. Free capital flow (กระแสเงินสดไหลเข้าออกประเทศอย่างอิสระ)
2. Fixed exchange rate (อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ หรือการ peg นั่นแหละ)
3. Independent monetary policy (นโยบายการเงินอิสระที่ไม่อิงกับประเทศอื่นๆ)
ไทยเคยเจอ Impossible trinity ทำลายประเทศมาแล้วในยุคต้มยำกุ้ง
ผมจะลองอธิบายสถานการณ์ที่ฮ่องกงกำลังเจอให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจ Impossible Trinity ได้แบบไม่ยากนักครับ
– ฮ่องกงตรึง HKD ไว้กับ USD ในกรอบที่ประมาณ 7.75-7.85 USD/HKD มาตลอดระยะเวลานับสิบปี
– คำว่าตรึง (peg) ก็คือการที่ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) แทรกแซงค่าเงินเมื่อไหร่ก็ตามที่เงิน HKD เริ่มอ่อนแตะ 7.85 HKMA ก็จะซื้อ HKD เพื่อดันให้แข็ง และเมื่อไหร่ที่ HKD เริ่มแข็งแตะ 7.75 HKMA ก็จะขาย HKD เพื่อกดให้อ่อน (เหมือนไทยสมัยก่อนต้มยำกุ้งนั่นแหละครับที่พยายามตรึงค่าเงินบาทไว้ที่ 25 USD/THB)
– ปรากฏว่า สหรัฐอเมริกาเริ่มนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่วงปลายปี 2016 ทำให้ดอกเบี้ยในสหรัฐเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 0.25% ในปี 2016 ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 1.75% แต่พันธบัตร 10 ปีเทรดกันที่ 3% เข้าไปแล้ว
– อัตราดอกเบี้ยของฮ่องกงก็เลยปรับขึ้นตามสหรัฐไปด้วย ค่อยๆ ยกดอกเบี้ยจาก 0.5% ในปี 2016 ขยับขึ้นตามเรื่อยๆ มาอยู่ที่ 2% ในปัจจุบัน ในขณะที่พันธบัตร 10 ปีเทรดกันที่ 2.35%
สาเหตุที่ฮ่องกงต้องพยายามปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นกับสหรัฐ ก็เพราะว่าถ้าฮ่องกงยืนอัตราดอกเบี้ยของตัวเอง มันจะเข้ากฏ Impossible Trinity นี่ล่ะครับ คือ ฮ่องกงจะตรึงค่าเงิน [2] พร้อมวางนโยบายอัตราดอกเบี้ยไม่อิงกับสหรัฐ [3] ไม่ได้ เพราะฮ่องกงมีนโยบาย Free capital flow [1] ต่างจากจีน ถ้าฮ่องกงดึ้อดึงทำแบบนั้น ตอนดอกเบี้ยสหรัฐสูงขึ้น เงินจะไหลออกจาก HKD ไป USD เรื่อยๆ เพราะและสุดท้ายจะเกิดวิกฤติแบบต้มยำกุ้ง คือ HKMA จะไม่สามารถปกป้องค่าเงินได้ตราบใดที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน ก็จะเกิดการขาย HKD เพื่อเอากำไรส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ที่เราเคยได้ยินกันว่า Carry Trade
นี่แหละครับ Impossible Trinity ต้องยอมรับว่า HKMA มีโยบายที่ไม่ฝืนกระแส คือเน้น [1] กับ [2] จึงต้องกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยตามสหรัฐ [3] คือสหรัฐขึ้นดอก กูก็ขึ้นตาม อะไรแบบนั้น
แต่ปัญหาก็คือ ทำไมตอนนี้เงินยังคงไหลออกจากฮ่องกงต่อเนื่อง (พูดในภาษาการเงินก็คือฮ่องกงโดน short HKD ต่อเนื่อง) อาจเพราะอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐพุ่งขึ้นถึง 3% แล้ว ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยฮ่องกงอยู่ที่ 2% แถม USD ช่วงนี้ก็เริ่มกลับมาแข็งค่ามากขึ้น พอ HKD พุ่งชน 7.85 ทาง HKMA จึงต้องแทรกแซงซื้อ HKD อย่างหนักตามที่ผมเล่าให้ฟังตอนต้น
ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันมันไปไกลกว่าทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมมากแล้ว โลกไม่ได้มีผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น แต่กลไกต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ รวมไปถึงเกมส์การเงินมันซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมาในอดีตมาก
เชื่อกันว่าถ้าผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเพิ่มสูงต่อไป เงินก็มีแนวโน้มจะไหลออกจาก HKD ต่อเนื่อง (นี่เป็นเหตุผลที่ตอบโจทย์ว่า ทำไมยังมีคนอยากได้พันธบัตรสหรัฐอยู่ ทั้งๆ ที่อีกกลุ่มหนึ่งโยนพันธบัตรสหรัฐทิ้งไปแล้ว)
นั่นเป็นเหตุผลที่ “อัตราดอกเบี้ย” ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าอัตราดอกเบี้ยของฮ่องกงขยับตามสหรัฐแล้วจะจบปัญหา ตราบใดที่เงินยังไหลออก มันต้องมีเหตุผลอื่น เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปครับว่า HKMA จะดำเนินนโยบายยังไงกับ USD/HKD ต่อไป
ปัญหาที่ตามมาอีกเรื่องคือ การพยายามตรึงค่าเงินเข้ากับ USD มีผลทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์อาจจะเกิดปัญหาลูกโซ่ตามมา เพราะในอดีตต้นทุนกู้ยืมซื้อบ้านของฮ่องกงถูกมากๆ ถ้าอัตราดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่องแบบสหรัฐ มีความน่ากลัวว่าจะไปกระทบภาคอสังหาของฮ่องกง เพราะต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้นไปกว่าเดิม
อสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงอยู่ในจุดที่หลายคนบอกว่าเป็นฟองสบู่มานานแล้ว “ถ้า” การแทรกแซง HKD เป็นสงครามระยะยาว ภาคอสังหาของฮ่องกงถือว่าน่าเป็นห่วงพอสมควรครับ
หากบทความนี้มีประโยชน์ต่อเพื่อนๆนักลงทุน
#ฝากติดตาม #กดไลค์ #กดแชร์ ให้ด้วยนะคะ
Telegram: https://t.me/CryptonistOfficial
Twitter: @Cryptonist_TH
Website: https://cryptonist.co/

Leave a comment