ตอนนี้ Blockchain กลายเป็นคำยอดฮิตติดลมบนที่นักเทคโนโลยียุคใหม่ต้องพูดถึง หลายคนขนานนาม Blockchain ว่า Internet ยุคใหม่ เนื่องจาก Blockchain เกิดมาพร้อมกับ Bitcoin ดังนั้นเทคโนโลยีตัวนี้จึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนแบบ ICO ค่ะที่ส่วนมากใช้ Blockchain เป็นนวัตกรรมที่สร้างโปรเจกต์ใหม่ๆหรือพัฒนาธุรกิจดั้งเดิม ดังนั้นก่อนจะกระโจนเข้าสู่วงการลงทุนบนตลาดเหรียญดิจิทัล เราอยากชวนทุกคนสละเวลาศึกษา Blockchain ให้เข้าใจกันสักหน่อยค่ะ

1. Blockchain เป็นรูปแบบหรือแนวคิดไม่ใช่เทคโนโลยี 

Blockchain คือ รูปแบบหรือแนวคิดการส่งและจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์   Blockchain ไม่ใช้เทคโนโลยี แต่ละกลุ่มสามารถพัฒนาแนวคิดนี้ได้โดยใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป เปรียบเทียบกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเกษตกร บุคคลทั่วไป นักธุรกิจ สามารถปรับใช้ได้ในรูปแบบของตัวเอง

2. Blockchain เก็บข้อมูลด้วยบล๊อกเรียงต่อกันเป็นห่วงโซ่

โดยการเก็บข้อมูลด้วยบล๊อกที่เรียงต่อกันเป็นห่วงโซ่ แต่ละบล๊อกจะบรรจุชุดข้อมูลที่เชื่อมโยงไปยังบล๊อกก่อนหน้าเสมอ และใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในแต่ละบล๊อก ลองจินตนาการทำงานของ Blockchain เหมือนตู้ไปรษณีตู้หนึ่ง ที่ให้คนส่งข้อมูลหรือกล่องจดหมายใส่ในตู้ เมื่อตู้เต็ม จะมีคนหยิบเอาจดหมายในตู้ไปสำเนาและส่งให้กับพนักงานเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยก็ส่งจดหมายให้กับปลายทาง หลังจากนั้นแทนที่จะทำลายตู้และข้อมูลภายในตู้ทิ้ง เราเอาตู้ไปเก็บไว้และตั้งชื่อว่าตู้ A ต่อมาเราเอาตู้ B ไปตั้ง พอตู้ B เต็มเราเอาตู้ B มาเก็บและเขียนแปะที่ข้างตู้ว่า ต่อจากตู้ A พอมีตู้ C เราก็เขียนข้างตู้ C ว่าต่อจากตู้ B ทำให้มีกล่องเรียงกันไปเรื่อยๆ ต่อกันเป็นโซ่ 

3. กลไกลการทำงาน Blockchain เป็น 3 ส่วนหลัก

  • ส่งข้อมูล =  A ต้องการส่งเหรียญ Bitcoin ให้กับ B ข้อมูลของเหรียญการโอน Bitcoin จะถูกส่งไปยัง Peer-to-Peer Network หรือคอมพิวเตอร์ในเครื่อข่ายที่เรียกว่า Node โดย Node คือการเปิดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ Run ข้อมูลซึ่งทุกคนสามารถเป็นโหนดได้
  • ตรวจสอบ = เมื่อ Node ต่างๆได้รับข้อมูลก็จะทำตัวเป็น Decentralised Network ที่คอยตรวจสอบความถูกต้องของการทำธุรกรรมด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ถอดรหัสทางคณิตศาสตร์ เพื่อถอดรหัสและยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมแล้วก็จะได้รับเหรียญเป็นรางวัลตอบแทน
  • จัดเก็บข้อมูล = หลังจากธุรกรรมได้รับการยืนยันจาก Node  ข้อมูลการทำธุรกรรมจะถูกนำไปรวมกับข้อมูลในการทำธุรกรรมอื่นๆและกลายเป็น Block ใหม่ซึ่ง Block ที่เกิดขึ้นใหม่จะเชื่อมกับ Block เดิมโดยมี Hash Pointer เป็นหัวด้านบนสุดที่ระบุว่า block ก่อนหน้าคือ Block อะไร ทำให้สามารถไล่เรียง Block ต่างๆต่อกันเป็น Chain หรือโซ่ ข้อมูลที่อยู่บน Blockchain จะไม่สามารถลบหรือแก้ไขได้

4.ประโยชน์ของ Blockchain ที่ทำให้หลายธุรกิจอยากหยิบแนวคิดนี้มาใช้

  • ลดต้นทุน เนื่องจาก Blockchain เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ  Decentralised ทำให้ไม่มีคนกลางในการเหมือนระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบปัจจุบัน เนื่องจากใช้ Peer-2-Peer  Network หรือเครือข่ายช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง ทำให้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และผู้ส่งกับผู้รับสามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรง
  • มีความโปร่งใส เนื่องจากทุก transaction ที่เกิดขึ้นบน Blockchain จะถูกเปิดเผยบนระบบจึงทำให้เกิดความโปร่งใสและไม่มีใครมีอำนาจสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวได้ เนื่องจากข้อมูลไม่ได้ถูกจัดเก็บอยู่เพียงที่เดียว แต่ถูกกระจายจัดเก็บที่เครื่อข่ายหรือ Node ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก
  • มีความปลอดภัยสูง ตัว Blockchain เป็นระบบที่ยากแก่การถูกโจรกรรมทางออนไลน์เนื่องจากเป็นระบบแบบ Decenrtralised ทำให้ข้อมูลไม่ได้ถูกรวมตัวกันอยู่ที่เดียว การจะโจรกรรมได้ต้องเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์นับหมื่นตัวพร้อมกันทั่วโลกซึ่งยากจนโอกาสเป็นไปได้แทบจะเท่ากับศูนย์

หวังว่าบทความข้างต้นจะช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อัพเดทข่าวสาร และไขข้อข้องใจของใครหลายๆคนที่เคยสงสัยแบบเราได้นะคะ ใครมีคำถาม คำแนะนำ หรืออยากชวนคุยแลกเปลี่ยน คอมเม้นท์ด้านล่างหรือ Inbox มาที่ ˙CRYPTONIST  ได้เลยค่ะ

๐ ช่องทางพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารชาว CRYPTONIST ๐

˙CRYPTONISTPAGE
˙CRYPTONISTCLUB
˙CRYPTONISTTELEGRAM
˙CRYPTONISTTWITTER
˙CRYPTONISTCHANNEL

#˙CRYPTONIST #Empowering Blockchain Community